

ข้อดีคือประหยัดน้ำมันกว่ารถทั่วไป เนื่องจากมีระบบไฟฟ้าเข้ามาแบ่งเบาภาระของเครื่องยนต์หลักที่ต้องใช้น้ำมันช่วยในการออกตัว และช่วงเคลื่อนตัวในย่านความเร็วต่ำ เช่น ช่วงรถติดในเมือง มีการจอดติดไฟแดงนานๆ หรือมีการเริ่มออกตัวบ่อยๆ ซึ่งเป็นช่วงเปลืองพลังงานน้ำมัน
แบตเตอรี่ในรถชนิดนี้มักมีอายุอยู่ที่ 10 ปี เพื่อเปลี่ยนลูกใหม่ จะไม่มีการชาร์จไฟจากภายนอกตัวรถเข้าไปโดยตรง แต่เปลี่ยนพลังงานในช่วงเบรคชาร์จกลับเข้าไปแทน

ระบบ Plug-in Hybrid สามารถขับด้วยไฟฟ้าล้วนได้ไกล และมีอัตราเร่งที่ดีกว่าระบบ Hybrid โดยรถยนต์กลุ่มนี้มักมาจากค่ายยุโรป ซึ่งมีราคาค่อนข้างสูง ผู้ใช้งานต้องคอยชาร์จแบตอยู่เสมอเพื่อให้แบตเตอรี่สามารถจ่ายพลังงานการขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงที่สุด

สิ่งสำคัญคือการหาที่ชาร์จไฟเข้าสู่ตัวรถโดยตรง เพราะรถยนต์ประเภทนี้ไม่มีการใ่ช้น้ำมัน ดังนั้นสถานีชาร์จไฟ หรือบ้านที่มีระบบพร้อมชาร์จไฟฟ้าสู่ตัวรถ จึงสำคัญ เพราะเปรียบได้กับสถานีน้ำมันสำหรับรถยนต์เครื่องสันดาป ในปัจจุบัน
ความสามารถในการชาร์จไฟเข้าสู่ตัวรถมีความแตกต่างกันตามแต่ละผู้พัฒนา ยิ่งรุ่นรถที่สามารถวิ่งได้ไกล และชาร์จไฟเข้าเต็มได้รวดเร็ว ถือเป็นจุดขายสำคัญของรถยนต์ชนิดนี้ที่มักผลิตออกมาแข่งขันกันเพื่อสู้กับขีดความสามารถของรถยนต์น้ำมันที่เติมน้ำมัน 1 ถังใช้เวลาอันรวดเร็ว พร้อมขับได้ระยะทางไกลในทันที แต่ก็แน่นอนว่าต้องแลกมาด้วยราคาที่ค่อนข้างสูงขึ้นตามสมรรถนะของรถ และขนาดแบตเตอรี่
